(10/30) ทำไมเราถึงเลือก Tesla Model 3 เหรอ???
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า จริงๆแล้วเราไม่ได้เป็นคนอะไรกับเรื่องรถมากเท่าไหร่ คิดว่ามันเป็นแค่เครื่องมือที่ทำให้เราเคลื่อนที่จากจุด A ไปยังจุด B ได้อย่างปลอดภัย แค่นั้นก็เพียงพอแล้วแหละ
บ้านก็ขายรถนะ แต่ไม่ได้มีความสนใจในเชิงวิศวกรรมเท่าไหร่ ไม่ได้เข้าใจหรอกว่า เครื่องยนต์กี่ลิตร วางนอนวางตั้ง อัตราเร่ง ทอร์ก อะไรเป็นยังไง ไม่เข้าใจ และไม่ได้สนใจเลยจริงๆ สนใจแค่จะขายยังไงให้ได้เยอะๆ แค่นั้นแหละ
และด้วยความที่ background เราเรียนมาทางด้าน IT เราก็เลยชอบอะไรที่มันดูไฮเทค หน่อย ประกอบกับเรามองว่า Tesla มันไม่ได้เป็นรถยนต์เท่าไหร่ มันเหมือนเป็นคอมพิวเตอร์ที่ติดล้อมากกว่า เช่น มันมีการ update firmware มันมีการขับรถให้แบบเราไม่ต้องจับพวงมาลัยเลย ที่เรียกว่า Full Self Driving Mode (ต้องเพิ่มเงินซื้ออีก 240,000.-)
เราก็เลยอยากรู้ว่า มันเป็นยังไงกันนะ ก็เลยอยากลองซื้อมาใช้ดู...
ก่อนหน้านี้ ใช้อะไรมา...
ด้วยความที่บ้านขายโตโยต้า เราก็ใช้แต่รถยนต์โตโยต้าหรือในเครืออย่าง Lexus มาตลอดชีวิต ก็ไม่ได้ไปใช้รถยนต์ยุโรปอะไรหรอก
สมัยเรียน ก็เคยใช้ Vios Yaris ตอนทำงานก็เปลี่ยนมาใช้ Toyota 86 ทีเป็นรถ Sport 2 ประตู ชอบมากเลยนะ ชอบที่มันสวยดี แต่ตอนนั้น ไม่ค่อยมีความทันสมัยเท่าไหร่ ก็เลยชอบแปบเดียว แล้วก็ไม่ได้ชอบละ
พอแต่งงานมีครอบครัวมีลูก ก็เลยคิดว่าไม่เหมาะแล้ว ประกอบกับทำธุรกิจ Toyota Sure ขายรถยนต์ใช้แล้ว เราก็เลยเปลี่ยนมาเป็น Camry Hybrid ที่เป็นรถยนต์ใช้แล้วแทน
และหลังสุดก็มีโอกาสได้ใช้ Toyota BZ4x ที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกๆของ Toyota ที่ทำออกมาขาย ก็รู้สึกดีและชอบมากๆเลย
ก็ชอบมีคนมาถามว่าบ้านขายโตโยต้าแล้วใช้รถยนต์ยี่ห้ออื่นได้เหรอ?? พอมันโดนถามบ่อยๆเข้า มันก็เหมือนเป็น limit belief เหมือนกันนะ ว่าถ้าเราไปใช้รถยี่ห้ออื่นแล้ว มันเหมือนจะเป็นตราบาปอะไรแบบนั้น
ที่สำคัญตอนนี้ โสดละ มาถึงจุดนี้ละ เราอยากเลือกสิ่งที่เราชอบและสนใจมากกว่า ก็เลยเลือกคันนี้แหละ...
ความ Minimal
เข้าไปลองนั่งในรถดู มันไม่ค่อยมีอะไรเลย มีแค่จออันนึง พวงมาลัย
เกียร์ก็ไม่มี ที่ปัดน้ำฝนก็ไม่มี
ทุกอย่างภายในดูเรียบมาก ไม่ได้หรูหราอะไรนะ แต่มัน minimal ตรงจริตเราอยู่
Tesla App
ให้ความรู้สึกเหมือนเป็น gadget คือ กดเช็คสถานะเกือบทุกอย่างได้ผ่านแอปหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นลมยาง จอดรถอยู่ที่ไหน? เหลือแบตกี่% เปิดแอร์ ปิดแอร์ ฯลฯ
ระบบ Infotainment
ที่ชอบตรงมันมีจอใหญ่ๆตรงกลาง สามารถดูพวก Youtube Netflix หรือแม้กระทั่งเล่นเกมได้ ระหว่างที่จอดรถรอรับลูก ทำให้ไม่เบื่อตอนไปรออีกแล้ว
มันมีจอข้างหลังด้วย ให้ลูกสามารถดูได้ แต่ตอนนี้ปิดละ ไม่ให้มันดูละ เพราะแทนที่จะเป็นเรื่องดี กลับทะเลาะกันแย่งกันดูอีก 555 เลยให้กดบังคับฟังเพลงจากจอข้างหน้าเอาแทน
และด้วยความที่มันเป็นรถยนต์ไฟฟ้า เราสามารถจอดรถเปิดแอร์ได้ โดยที่ไม่ต้องกลัวว่า จะมีควันไอเสีย ไปรบกวนคนที่อยู่แถวนั้น
เรื่องพลังงาน
เนื่องจากที่บ้าน (และสำนักงาน) มีการลงทุนใน Solar Roof อยู่แล้ว เราเลยคิดว่า วันอาทิตย์ มันก็มีการผลิตไฟฟ้าได้เกินความจำเป็นอยู่แล้ว เราก็เลยคิดว่า ถ้าเราซื้อมาแล้วชาจที่บ้านวันอาทิตย์กลางวัน เราก็ไม่ต้องจ่ายค่าพลังงานอีกแล้ว ก็จะทำให้ประหยัดในระยะยาวอยู่นะ
แต่ถ้าไปไหนไกลๆ อย่างมากก็ไป กทม หรือเชียงใหม่ มันก็มี Tesla Supercharger หรือ PTT EV Station อยู่แล้ว และก็คิดว่า น่าจะมีอีกหลายเจ้าให้เลือกตามมาในอนาคต
แล้วทำไมต้องเป็นรุ่น Performance?
เข้าใจคำว่า ไหนๆก็ไหนๆแล้ว มั้ย? 555
ไม่หรอก จริงๆแล้วที่เลือกรุ่นนี้ เพราะว่า มันเพิ่งออกมาหลังสุด แล้วมันมี feature ที่เรียกว่า การปรับเปลี่ยนช่วงล่างไฟฟ้า คือ กดปุ่มเอาอย่างเดียว
ก็เหมือนได้ช่วงล่างใหม่ ซึ่ง feature นี้ไม่มีในรุ่น Rear Wheel Drive และในรุ่น Long Range
ส่วนเรื่องเหยียบ 0-100 km/hr ภายใน 3 วินาที นั่นก็เป็นเรื่องที่อาจจะสนุกก็จริง เหมือนวาร์ปเลย แต่ก็คงไม่ค่อยได้ใช้หรอก
เราก็เลยคิดว่า “ไหนๆก็ไหนๆแล้ว” อีกตามเคย
สรุป
เลือกซื้อรถยนต์คันนี้ เหมือนเลือกซื้อ iPhone เพราะมันเป็น gadget ที่ให้ User Experience ที่ดีมากๆ ในราคาที่พอจับต้องได้ (สำหรับเรา) ไม่ต้องมีค่า maintainance ในระยะยาวเท่าไหร่