สรุปหนังสือ Economics in One Lesson
ก่อนอื่นต้องบอกว่า ปีนี้ อ่านหนังสือ จำนวนน้อยลง แต่ว่า ตั้งใจอ่านมากขึ้น เพราะว่าไปเจอ quote นึงมาในอินเตอร์เนตเกี่ยวกับความรู้ ประมาณว่า วัตถุประสงค์ของความรู้ คือ การนำไปใช้ ไม่ใช่ที่ตัวความรู้นั้นเอง
เราก็เลยคิดว่า เออ ก็จริงแฮะ ปีที่ผ่านๆมาชอบอ่านหนังสือก็จริง แต่เป็นการอ่านหนังสือ เหมือนอ่านเอาโล่ห์ เน้นปริมาณ แต่ถามว่าจำอะไรได้มากมั้ย? ก็ไม่ได้เท่าไหร่
ก็เลยคิดว่า การที่เราจะอ่านหนังสือแล้วสามารถเอาความรู้ไปใช้ได้ มันน่าจะอยู่ที่การที่เราเอามันมาเขียนเพื่ออธิบาย สิ่งที่ตัวเองเข้าใจ ให้ตัวเองเข้าใจในภาษาตัวเองอีกทีนึงด้วยแหละ
และเดี๋ยวนี้ก็มีคนชอบให้ไปสอนเรื่องนั้นเรื่องนี้ หรือให้อธิบายเรื่องนี้ให้ฟังอยู่บ้าง เราก็เลยคิดว่า การที่เราได้มีโอกาสมาสอนคน มันก็เหมือนทำให้เราได้เอาความรู้ที่ได้ เอาไปใช้อยู่เหมือนกัน
อยากให้มัน ingrain เข้าไปอยู่ในสมอง แบบว่า เวลาเอาความรู้ที่ได้มันมาเรียกใช้ มันจะได้ทำได้ง่าย
ข้อเสียของการอ่านหนังสือแบบเน้นปริมาณเหมือนเมื่อก่อนก็คงเป็นประมาณนี้ด้วยมั้ง การที่เราอ่านเยอะ แต่เราก็ไม่สามารถเอามันมาใช้ประโยชน์ได้มากเท่าที่ควรจะเป็น
ก็ไม่เป็นไร เจอข้อเสียแล้ว ก็ลองมาปรับๆดู เผื่ออีกหน่อยอาจจะดีขึ้นก็ได้
สรุปหนังสือ
วันนี้จะมาเขียนสรุปแบบสั้นๆ ของหนังสือ Economics in one lesson ของ Henry Haitlize ก็เขียนไว้หลายปีแล้วแหละ แต่บทเรียน หรืออะไรหลายๆอย่าง ก็ยังสามารถนำมันมาใช้กับโลกยคปัจจุบันได้อยู่
เอาแบบสั้นๆเลยจริงๆ คือ หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียน เราก็ไม่รู้หรอกว่า มันมีกี่สำนัก แต่ก็เพิ่งเคยอ่านนี่แหละ ก็เลยยังไม่อยากไปตัดสินว่าสำนักไหนดีหรือไม่ดียังไง ลองอ่านแล้วลองดูบริบทมันไปก่อนดีกว่า
บอกตามตรงว่าเป็นหนังสือที่อ่านยากอยู่เหมือนกัน หนังสือเศรษฐศาสตร์เนี่ย เหมือนมันต้องอ่านแล้วคิดตามอยู่ตลอดเวลาว่า ถ้าทำแบบนี้ แล้วมันจะเกิดอันนี้ขึ้น เช่ือมโยงเหตุผลของหลายๆสิ่งหลายๆอย่างอยู่ตลอดเวลา
แต่ถ้าให้สรุปหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนบอกประมาณว่า เมื่อมีเหตการณ์อะไรบางอย่างเกิดขึ้น ให้ลองผึกตั้งคำถาม 3 ข้อนี้ก่อน คือ
- ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์จากการนโยบายในระยะสั้น?
- ใครเป็นผู้เสียประโยชน์จากนโยบายนี้ในระยะยาว?
- จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราปล่อยให้มันเป็นไปอย่างธรรมชาติ ไม่ต้องไปยุ่งกับมันตั้งแต่แรก
สรุปแค่นี้แหละ แค่นี้ก็เป็นสิ่งที่ความรู้จากหนังสือเล่มนี้ สามารถนำไปใช้ได้แล้ว
ถ้าเอาแบบยาวๆล่ะ???
เราก็เลยลอกเอามาคิดต่อว่า เมื่อ 10 กว่าปีก่อน เราเคยได้รับนโยบายรถยนต์คันแรกจากรัฐบาล รัฐบาลสนับสนุนส่วนลด 100,000 บาท กับผู้ซื้อรถยนต์คันแรก เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลกระทบกับเราโดยตรง ก็เลยอยากจะลองมาเขียนตอบคำถามข้างต้นดังนี้
ผู้ได้รับผลประโยชน์ในระยะสั้น
ผู้ซื้อรถยนต์คันแรก นี่คือผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงสูงสุด สามารถซื้อรถยนต์ได้ถูกลง 100,000 บาท ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น จากเดิมที่ไม่ได้คิดจะซื้อ หรือสามารถซื้อรุ่นที่แพงขึ้นได้
ค่ายรถยนต์ต่างๆ ก็ยอดขายเพิ่มมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จำได้ว่าตอนนั้นลำปาง marketsize ประมาณ 1x,xxx.- คันเลย ก็ถือว่าเยอะมากๆ เมื่อเทียบกับตอนนี้ ที่เหลืออยู่ 4,xxx คัน 🥹
ที่เหลือก็อาจจะเป็น พวก ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ สถาบันการเงินที่ให้กู้เงินซื้อรถ และก็บริษัทที่ทำประกันภัยรถยนต์
ผู้เสียประโยชน์ในระยะยาว
รัฐบาลและผู้เสียภาษีทุกคน อันนี้อาจจะเป็นผู้เสียประโยชน์หลักเลยก็ว่าได้ เพราะเงินสรรพสามิตหลายหมื่นล้านนี่เสียให้กับโครงการนี้ มีต้นทุนค่าเสียโอกาส (Oportunity Cost) ที่จะนำไปใช้พัฒนาโครงสร้างอื่นๆ เช่น พวก ถนนหนทาง การศึกษา หรือ สาธารณสุขที่จะก่อนให้เกิดประโยชน์ต่อคนโดยรวมและน่าจะยั่งยืนกว่า
ผู้ซื้อรถยนต์คันแรก (บางคน) เน้นว่า บางคน ที่ไม่ได้มีความพร้อมทางด้านการเงินอย่างแท้จริง แต่ตัดสินใจก่อนหนี้จากแรงจูงใจระยะสั้น ทำให้สุดท้ายก็ส่งไม่ไหว ถูกยึดรถมาขายทอดตลาด ทำให้เสียทั้งเงิน ทั้งเวลา และประวัติเครดิต
ตลาดรถยนต์เอง อย่างที่บอกว่า จากวันนั้นถึงวันนี้ ขนาดตลาดมันลดลง จากหมื่นกว่าคันเหลือสี่พันคัน ก็เพราะ โครงการนี้ มันเหมือนเป็นการดึงอุปสงค์ล่วงหน้ามาใช้ไปหมดแล้ว 555
ตลาดรถยนต์มือสอง ตอนนั้นก็จำได้ว่าพอรถมันโดนยึด แล้วโดนเอามาขายทอดตลาด ราคารถยนต์มือสองที่โตโยต้าชัวร์ที่เรารับซื้อ มันก็ต่ำลงอย่างรวดเร็ว ทำให้การรับซื้อทำได้ยากขึ้น เพราะรับมาก็ต้องรีบขาย ไม่งั้นก็ขายไม่ได้กำไร
ที่เหลือก็อาจจะเป็นสภาพสังคมโดยรวม อาจจะรถติด ควันเยอะ pm2.5 อะไรประมาณนี้มั้ง???
ถ้าไม่ไปยุ่งกับมันตั้งแต่แรกล่ะ???
อันนี้ก็เดาเอาล้วนๆนะ เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นจริง
ตลาดรถยนต์ก็คงเติบโตไปอย่างเป็นธรรมชาติมั้ง ตามความต้องการและการเติบโตของรายได้อย่างแท้จริง ไม่เกิดการเติบโตแบบ ขึ้นสุด ลงสุด แบบนี้ หัวใจจะวาย
การตัดสินใจซื้อรถยนต์ของผู้บริโภคก็อาจจะมีเหตุผลมากกว่าใช้อารมณ์
รัฐบาลก็อาจจะมีเงินเอาไปใช้พัฒนาด้านอื่นที่ยั่งยืนกว่านี้
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก็อาจจะน้อยลง
จบละ ลองเขียนแบบยาวๆดู จริงๆแล้วหัวใจของหนังสือเล่มนี้ เราว่า มันอยู่ที่คำถามข้อที่ 2 อ่ะนะ เพราะมันยากที่จะมองให้เห็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น แถมเป็นการมองไม่เห็นในระยะยาวด้วย
ดังนั้นนโยบายที่ดีทางเศรษศาสตร์ที่ดีก็ควรมองทะลุผลกระทบระยะสั้นไปสู่ผลลัพธ์ระยะยาว และต้องพิจารณาผลกระทบต่อ "ทุกกลุ่ม" ไม่ใช่แค่ "กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง" โครงการนี้แม้จะมีเจตนาดีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ท้ายที่สุดแล้วเป็นการใช้ทรัพยากรของส่วนรวมไปบิดเบือนกลไกตลาด ทำให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ และทิ้งภาระไว้ให้ต้องแก้ไขในระยะยาวครับ