ทำไมเราเลือกที่จะ overcommunicate
"ชั้นก็นึกว่าเธอ..." - ประโยคที่เปลี่ยนมุมมองของเรา 🤔
เมื่อเช้าขณะที่กำลังคิดวางแผนการทำงานวันใหม่ เราก็นึกถึงประโยคที่แม่พูดบ่อยๆ "ชั้นก็นึกว่าเธอ..."
ประโยคนี้แปลว่า เหมือนมันจะแปลได้ว่า "ชั้นคิดเอาเองว่า มันจะเป็นแบบนั้น เป็นแบบนี้"
แล้วเราก็รู้สึกขึ้นมาทันทีเลยว่า... เฮ้ย เราก็ทำแบบนี้กันอยู่ตลอดเลยนี่นา ทั้งในครอบครัวและที่ทำงาน
ปัญหาของ Assumption ที่เราไม่ได้คิด
ที่ทำงาน เราใช้ชีวิตแบบ auto pilot หรืออยู่บนสมมติฐานว่า "เค้าเข้าใจเราอยู่แล้ว ไม่มีอะไรต้องสื่อสาร"
ผลที่ตามมา:
- เพื่อนร่วมงานเดาเอาเองว่าเรากำลังคิดอะไร
- หัวหน้าหรือในที่นี้ก็คือญาติเรานี่แหละ คิดเอาเองว่าเราทำงานเป็นยังไง
- ทีมงานไม่รู้ว่าเราอยากให้เค้าทำอะไร
จนกระทั่งเกิดความเข้าใจผิด การทำงานผิดพลาด หรือแย่กว่านั้น เกิดความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น...
เมื่อต้องทำงานใน Family Business
การทำงานในธุรกิจครอบครัวยิ่งยากกว่าเดิม เพราะเรามักจะ assume ว่า "เป็นครอบครัวกัน เข้าใจกันอยู่แล้ว"
แต่ความจริงคือ ใน context การทำงาน เราต้องการ ความชัดเจน มากกว่าความเข้าใจแบบครอบครัว
เมื่อวานได้ประชุมกับทีมจาก Toyota Motor Thailand เราสังเกตว่า เลขต่างๆ performance ดีมาก แต่การสื่อสารระหว่างส่วนกลางกับสาขายังไม่ค่อยเต็มที่
เราเลยตัดสินใจว่า วันนี้จะเริ่มวางแผนการสื่อสารให้เป็น text มากขึ้น
Over-communicate Strategy ที่เราวางแผนที่จะใช้
1. รายงานสถานการณ์สม่ำเสมอ
- ไม่รอให้เค้าถาม แต่รายงานไปก่อน
- อัพเดทปัญหาและ solution พร้อมกัน
- แจ้งก้าวหน้าการทำงานอย่างสม่ำเสมอ
2. แจ้งความคิดเห็นและแผนล่วงหน้า
- เค้าจะได้ไม่คิดไปเอง ว่าเรากำลังคิดหรือทำอะไรอยู่
- ลดการเดาใจกัน
- สร้างความโปร่งใสในการทำงาน
3. ทำให้เป็น Habit
- ไม่งั้นเราจะกลับไปทำงานแบบ auto pilot
- สร้างระบบการสื่อสารที่ consistent
- ทำให้การสื่อสารเป็นส่วนหนึ่งของ workflow
ทดสอบกับชีวิตส่วนตัวด้วย
แม้แต่ในเรื่องส่วนตัว เราก็เริ่มทดสอบหลักการนี้
เมื่อวานเราลองแสดงความเปราะบางกับคนใกล้ชิด เล่าว่า "บ้านที่สร้างใหม่ใกล้จะเสร็จแล้ว เริ่มเครียด เพราะกลัวไม่ได้เป็นอย่างที่คิด"
ได้ response กลับมาเป็น solution-oriented แทนที่จะเป็นการรับฟัง (ซึ่งคาดไว้แล้ว)
วันนี้จะลองส่งข้อความไปหาคนอื่นดู ว่าคนแต่ละแบบจะ respond ยังไง เป็นการทดลอง social experiment น่าสนใจ
บทเรียนสำหรับคนทำงาน
Over-communication ไม่ใช่การพูดมาก แต่เป็นการสื่อสารอย่างมีสติและมีเป้าหมาย
ประโยชน์ที่ได้:
✅ ลดความเข้าใจผิด
✅ สร้างความเชื่อใจ
✅ ทำให้การทำงานโปร่งใสขึ้น
✅ ลดการคิดไปเอง assumption
✅ ป้องกันปัญหาก่อนเกิดขึ้น
วิธีเริ่มต้น:
- สังเกต assumption ของตัวเอง - เราคิดเอาเองเรื่องอะไรบ้าง?
- ระบุจุดที่ควรสื่อสาร - เรื่องไหนที่คนอื่นอาจเดาใจเราผิด?
- สร้าง habit การรายงาน - ไม่รอให้ถาม แต่แจ้งไปก่อน
- ทดสอบและปรับปรุง - ดูว่า response ที่ได้เป็นยังไง
คิดถึงแม่
ประโยค "ชั้นก็นึกว่าเธอ..." ของแม่ กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่สอนเราว่า
การคิดเอาเองคือจุดเริ่มต้นของปัญหา
การสื่อสารชัดเจนคือจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา
คุณเคยเจอปัญหาจากการ "คิดเอาเอง" บ้างไหม? แล้วแก้ยังไง? มาแบ่งปันกันในคอมเมนต์ครับ