ลองเขียนอะไรยาวๆดูบ้าง

ลองเขียนอะไรยาวๆดูบ้าง
Photo by Nubelson Fernandes / Unsplash

วันนี้อยากจะมาเขียนอะไรที่เป็น long form ดูซักหน่อย

วันก่อนได้มีโอกาสคุยกับคนรู้จักคนนึง ขอไม่ประสงค์จะออกนาม เค้าบอกว่า เค้าชอบงานเขียนของเรา เค้าบอกว่า เราย่อยอะไรให้เค้าอ่านได้ง่ายดี และเค้าก็ชอบและรู้สึกดีกับการสนทนากับเราด้วน ตอนที่นัดกันไปเจอ

เราก็เลยมีแรงบันดาลใจในการที่จะกลับมาเขียนอะไรใหม่ ลง blog ของเราอีกรอบ วันนี้เลยอยากจะมาเขียนอะไรนิดหน่อย

โดยงานเขียนของเรา ในช่วงนี้ก็อาจจะไม่ได้เป๊ะอะไรมาก แค่อยากให้มันสามารถทำไปได้แบบ consistency หน่อยน่ะ จะทำทุกวันก็ได้ หรือจะทำทุกสัปดาห์ก็ได้ แต่อยากมี consistency

เราไม่ได้ต้องการความเป๊ะ แต่เราอยากได้ consistency เราอยากได้ความต่อเนื่องน่ะ

ช่วงนี้กำลังอ่านหนังสือ Atomic Habits เพิ่งจบไปอีกรอบนึง แต่คราวนี้ซื้อเป็นภาษาอังกฤษมาอ่าน รอบแรกอ่านเป็นภาษาไทย แต่จำไม่ได้เท่าไหร่ ตอนนั้นอาจจะอ่าน แต่ไม่ได้เอามาทำ output มั้ง ก็เลยเหมือนกับว่า มันยังไม่ได้ rewire เข้าไปในสมอง ว่าต้องทำอะไรบ้าง

หลังๆมานี่เราอ่านหนังสือเกี่ยวกับ การทำงานของสมอง ระบบประสาท และจิตวิทยามากขึ้น ทำให้เราเข้าใจเลยว่า ถึงแม้เราจะรู้มากแค่ไหน แต่ถ้าเราไม่เอามันมาลงมือทำ หรือทำยังไงก็ได้ให้เกิดพฤติกรรมขึ้น มันก็จะจำไม่ได้อยู่ดี

สุดท้ายแล้ว ความรู้ที่ได้รับมาจากการศึกษา มันก็จะไม่มีประโยชน์เท่าไหร่อยู่ดี

หลังๆมานี่ เลยชอบเอาหนังสือเล่มเก่าๆมาอ่าน กับอีกอย่างคือ ไปซื้อเล่มที่เป็นภาษาอังกฤษมาอ่าน เพราะว่า ในความคิดของเรา สมองเรามัน resonate กับคำภาษาอังกฤษมากกว่า คำไทย มันไม่ resonate เท่าไหร่

ก็เลยเลือกเล่มนี้แหละ เอามาลองทำก่อน Atomic Habits ของ James Clear

เราเลือกที่จะสร้างนิสัยที่ดี และเลือกที่จะเลิกนิสัยที่แย่ โดยใช้ Framework ในหนังสือ 4 ข้อ คือ

  • Make it easy
  • Make it attractive
  • Make it obvious
  • Make it อะไรนะ จำไม่ได้แล้ว

เราคิดว่า มันเป็น Framework ที่ดีนะ และใช้ได้จริงด้วยแหละ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ การเลือกนิสัยที่จะทำหรือเลิก ตามตัวตนของตัวเองจริงๆมากกว่า

นั่นก็คือ เราเลือกที่จะเป็นตัวตนที่ self identity เป็นคนที่อยู่ปัจจุบัน เราก็เลยมาลองนั่งคิดดูว่า มันมีนิสัยอะไรบ้าง ที่คนที่เป็นคนที่อยู่กับปัจจุบัน เป็นกัน

มันก็ต้องเป็นคนที่มีสติ มี awareness กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า และก็มาเอ๊ะ ในนิสัยเสีย ที่ทำให้เราไม่อยู่กับปัจจุบัน นั่นก็คือ การที่เราชอบเล่นโทรศัพท์มือถือนี่แหละ เราก็เลยเลือกนิสัยเสียที่อยากจะเลิกมา คือ การเล่นโทรศัพท์มือถือแบบไร้สตินี่แหละ ที่อยากจะเลือกมาทำก่อนเลย

จริงๆแล้ว โทรศัพท์ มันก็เป็นแค่เครื่องมือเฉยๆ การเล่นโทรศัพท์อย่างไร้สติต่างหาก ที่เป็นอะไรที่ไม่ค่อยจะดี และไม่สอดคล้องกับคนที่ต้องการจะเป็นคนที่อยู่กับปัจจุบัน

เราก็เลยมาออกแบบตาม Framework ของ Atomic Habits โดย...

Make it Difficult

เราบอกลูกว่า ถ้าเห็นพ่อเล่นมือถือแบบไถๆๆ ไปเรื่อยๆ หนูสามารถเรียกเก็บเงินจากพ่อได้เลยนะ ครั้งละ 100 บาท

แต่ถ้าเป็นการเล่นอย่างมีสติ เช่น การตอบข้อความแม่ใน Line หรือ หาข้อมูลในช่วงเวลานั้นๆ ไม่นับนะ

ทำไมต้องเป็น 100 บาทเหรอ? ก็เพราะว่า ตอนนี้เราก็กำลังฝึกให้ทิปหรือบริจาคด้วยแบงค์ร้อยอยู่พอดี มันก็ไม่ได้มากหรือน้อยเกินไปสำหรับเรา สามารถให้ได้โดยไม่ได้เสียดาย และมันก็เอาไปซื้อของกินหรือขนมได้ด้วย

และในที่สุดเมื่อคืนก็เพิ่งโดนไป เราเผลอหยิบมือถือมาไถๆ Facebook ต่อหน้ามันอย่างไร้สติ ตอนประมาณ 19:00 น. เราก็เลยโดนมันถามว่า "พ่อเล่นอะไรอยู่อ่ะ?" 555 ก็เลยต้องยอมจำนน มอบเงินให้มัน 100 บาทเลย

ถือว่าเป็นครั้งแรกเลยนะในรอบสองสัปดาห์ที่โดนปรับ

Make it Invisible

เราก็เอาโทรศัพท์มือถือเราไปวางไว้ไกลๆ หรือชาร์จแบตไว้ที่โต๊ะ หลังจากกลับมาจากที่ทำงาน

จริงๆแล้ว ก็เคยคุยกับแม่ไว้เหมือนกันว่า จะเอามือถือเก็บเข้ากล่องไปเลยตอนที่อยู่กับเด็กๆดีมั้ย? เราว่าก็ดีเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ทำถึงขนาดนั้น เราก็เลยแค่เอามือถือไว้ที่ชาร์จ แล้วก็คว่ำหน้าลงก็พอ จะได้ไม่ต้องเห็นมัน

Out of sight, out of mind

Make it Unattractive

เราลบแอปออกจากหน้า Home Screen ออกหมดเลย ถ้าเราจะใช้มันจริงๆ เราจะต้องมี intention ระดับนึง ในการที่จะเข้าไป search หาแอปที่เราต้องการจะใช้

แต่บางครั้งก็ยังรู้สึกลำบากใจอยู่นะ ที่ต้องมาคิดกับตัวเองใหม่ว่า แอปไหนควรจะเก็บไว้อยู่ หรือ ลบๆมันออกไปเลย

แต่อย่างน้อย มันก็เพิ่มความยากในการเข้าถึง ทำให้เราต้องมีสติคิดนิดนึงก่อนว่า เราจะใช้มันดีมั้ย? เป็นการเพิ่มระยะห่างระหว่าง สิ่งเร้ากับจิตใต้สำนึกเราน่ะ 555

แต่ก็สามารถทำให้มันยากขึ้นกว่านี้ได้อีกนะ แบบยังไม่ถึงขั้นต้องลบทิ้งน่ะ ก็คือ ก็ลอง logout ทุกครั้งที่เล่น social media น่ะ ครั้งต่อไปมาเล่นมันจะได้ต้องใส่ username/password ก่อน ก็จะยากขึ้นอีกนิดนึง

Make it Satisfying

อันนี้ อาจจะไม่ได้เป๊ะตาม framework เท่าไหร่ แต่เราอนุญาตให้เรา doom scrolling ได้ ตอนที่เราอยู่บนลู่วิ่งเท่านั้น คือ เราก็จะได้มี productivity ในด้านอื่นไปด้วย

เหมือนว่า การที่เรา doom scrolling บนลู่วิ่ง มันก็ไม่ได้เสียประโยชน์ หรือเสียเวลาอะไรไป เพราะเราก็ได้เผาผลาญไขมันไปด้วย ซึ่งก็เป็นอีก habit นึงที่เราทำเป็นประจำทุกเช้าอยู่แล้ว นั่นก็คือ การที่เราจะพยายามเดินต่อวันให้ได้ 10,000 ก้าว

บทสรุป

ก็โอเคนะ ประมาณนี้ เท่าที่ลองทำมา 2 สัปดาห์แล้ว เหมือนสมองเราก็เริ่มที่จะปรับตัวแล้ว เราไม่ได้ craving หาการเล่นโทรศัพท์มือถือเท่าไหร่ และเราก็มีสติมากขึ้นด้วยซ้ำ ไม่ได้อยู่ๆก็หยิบมือถือขึ้นมาไถๆๆๆ แล้วก็วาง ตอนที่ไม่มีอะไรทำเท่าไหร่แล้ว

ในความคิดเห็นส่วนตัวนะ การทำแบบนี้ มันไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่หรอก ทำให้เราอยู่กับความเบื่อที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้ ต้องหาอะไรเข้ามาเสพ ต้องหา dopamine ราคาถูกมาให้สมอง มันไม่ดีต่อสุขภาพจิต และการเป็นตัวตนที่จะเป็นคนที่อยู่กับปัจจุบันเท่าไหร่ เราก็เลยเลิกทำไปได้บ้างละ

และก็อยากทำให้มันต่อเนื่องไปอีก จนมันกลายเป็นตัวตนของเราจริงๆ ที่เราไม่ได้ต้องการใช้มือถืออย่างไร้สติอีกต่อไป


ก็เป็นงานเขียนแรกที่เราอยากลองเขียนดู มันก็ออกมาจากสมองของเราอ่ะนะ เขียนแบบไม่ได้ edit เราก็เลยอยากจะลองทำดูแบบนี้ก่อน เพื่อที่จะได้มี seed สำหรับการเอาไป repurpose อย่างอื่น เช่น การเขียน long form แล้วเอาไป แปลงเป็น middle form แล้วเอาไปโพสใน Facebook เผื่อจะมีแฟนคลับงานเขียนเรามากขึ้น

และเอาไปโพสเป็น short form ใน Thread หรือใน X เป็นต้น

ก็กำลังฝึกทำอะไรแบบนี้อยู่น่ะ เพื่อเป็นการทดลองอะไรบางอย่าง อาจจะดีหรืออาจจะไม่ดีก็ได้ แต่ก็ทำให้เราได้ฝึกเขียน เพื่อเป็นการเล่าเรื่อง และให้คนอื่นได้อ่าน หลังจากที่ฝึกเขียนเพื่ออยู่กับตัวเองมาได้เป็นปีๆแล้ว

ลองดูหน่อยก็ละกัน

Subscribe to mean2sexy's blog

Don’t miss out on the latest issues. Sign up now to get access to the library of members-only issues.
jamie@example.com
Subscribe