แนวคิดในการออกแบบห้องครัวห้องรับประทานอาหาร
pain point จากบ้านเดิม
เดิมทีบ้านเรา ก็จะทานข้าวด้วยกันเป็นครอบครัวใหญ่แหละ ทุกคนต้องมาทานข้าวพร้อมๆกัน เวลาเดียวกัน และเราก็ทำแบบนั้นมาตลอดชีวิตของเราเลยแหละ
เวลาทานข้าวก็จะมีการเปิดทีวี ดูละครกัน แต่ในช่วงยุคหลังๆมาที่ทุกคนมีมือถือกัน ก็จะมีการเปิดจอเพิ่มขึ้นอีก
แต่เรากลับเริ่มคิดว่า มันใช่เหรอวะ??? ทำไมเรารู้สึกอึดอัดกับการที่ทุกคนนั่งดูจอกันแล้วกินข้าวไปด้วย และคุยกันไปด้วย มันดูแปลกๆ
เราก็เลยอยากจะออกแบบห้องครัว หรือห้องที่รับประทานอาหารที่บ้านเราโดยแบบที่เราอยากให้มันเป็นดู
การออกแบบที่เลือกและเหตุผลที่อยู่เบื้องหลัง
เราออกแบบห้องครัวของเราโดยใช้สิ่งที่มันมีอยู่แล้วจากบ้านเดิมของเรา อาจจะเป็น pain point ก็ได้ หรืออาจจะเป็นเพราะว่า lifestyle เรามันเปลี่ยน แบบเดิมที่บ้านเก่า มันเลยไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่
ตอนนี้ห้องทานอาหารของเราจึงเป็นแบบนี้

Island = Inbox(GTD)
ด้วยความที่ก่อนหน้านี้เป็นคนที่ชอบเรื่อง productivity ก็เลยได้มีโอกาสอ่านหนังสือของ David Allen ชื่อ Getting Things Done ก็เลยอยากเอาแนวคิดของแกมาใช้ดู
เราทำ island ไว้หน้าบ้านเลย คือ เปิดประตูเข้ามาก็เอามาไว้วางของเลย ซื้ออะไรมาก็วางกองไว้ตรงนั้นแหละ เหมือนเป็น inbox ของ GTD ยังไม่ต้องคิด ยังไม่ต้อง process แค่ capture เอาไว้ก่อน แล้วเดี๋ยวพอมีเวลา ค่อยมาคัดแยกทีหลัง
หันหน้าออกจาก TV จะได้มี mindful eating
เราไม่ชอบการกินข้าวแบบที่มีคนเปิดทีวี เพราะจะทำให้เราไม่โฟกัสกับการกินข้าว หรือไม่มี mindful eating ไม่สิ ต้องเรียกว่า เรากำลัง engage ให้ครอบครัวเล็กๆของเรามี mindful eating นั่นแหละ ด้วยการหันหน้าออกจาก TV ที่ห้องนั่งเล่น อยากให้ทุกคนมีสติอยู่กับปัจจุบันมากกว่าน่ะ
No screen time policy
เวลาเราทานข้าวกับลูก เราก็จะบอกลูกว่า เวลากินข้าวก็คือเวลากินข้าวนะ กินข้าวให้เสร็จก่อน แล้วค่อยจะไปเล่น ไปดูจอ ไปทำอะไรก็ไป แต่ทำทีละอย่าง และบริเวณพื้นที่ที่ทานข้าว ก็เหมือนเป็นพื้นที่ส่วนรวมที่ทุกคนเคารพกติการ่วมกัน
ตอนนี้ลูกคนโตก็กำลังจะไปทำป้ายมาติดให้ว่า No-screen time policy ระหว่างกินข้าวน่ะ
บ้านเราเป็นแบบ open space คือ ห้องครัว ห้องทานอาหาร และห้องนั่งเล่นมันติดกันหมดน่ะ ไม่ได้กั้นห้อง แต่ห้องทานอาหาร ตอนนี้ ก็เอาออกไปละ เพราะว่า เอาจริงๆ ครอบครัวเล็กๆของเรา ก็ไม่ได้กินข้าวพร้อมกันหรอก สัปดาห์นึงจะกินข้าวพร้อมกัน ก็ไม่ได้มากมายอะไร
อาจจะมีคุณแม่มากินข้าวด้วย ซักวันอาทิตย์หรือวันเสาร์เย็น ส่วนใหญ่ ก็จะกินตอนที่หิวกันแล้วแค่นั้นแหละ

ก็ดีเหมือนกันนะ มันแตกต่างจากครอบครัวสมัยที่เราเป็นเด็กอยู่เหมือนกัน เมื่อก่อน เราต้องกินข้าวร่วมกันกับพ่อแม่ในทุกๆมื้อ พร้อมๆกัน แม้ว่าจะหิวหรือไม่หิว ก็ต้องกิน แต่ตอนนี้ lifestyle และยุคสมัยมันเปลี่ยนไปน่ะ และเราคิดว่า เราไม่ต้องกินพร้อมกันก็ได้ ก็เลยไม่ได้บังคับลูกอะไร ใครอยากกินตอนไหนก็กิน
ก็มีกินพร้อมกันบ้าง อย่างพวกเมนูสุกี้ ชาบู หมูย่าง สัปดาห์ละ 1 มื้อ เพื่อที่จะกินพร้อมๆกัน
เราออกแบบ island ของเราให้หันหน้าออกจาก TV ที่อยู่ในห้องนั่งเล่น และห้องรับประทานอาหารก็อยู่ไกลออกไปอีก เพราะว่า จริงๆแล้ว ห้องทานอาหารมันเป็นเหมือนห้องเอนกประสงค์มากกว่า มันมีโต๊ะใหญ่ ที่นานๆทีครอบครัวใหญ่จะมาทานข้าวกันที่บ้าน
แต่ตอนนี้ไม่ได้เอาไว้ละ เพราะว่า จัดใหม่เป็นห้องออกกำลังกายแทน
ช่วงเวลาที่ได้กลับมา หลังจากได้ลองใช้ห้องครัวใหม่
สิ่งที่เราชอบคือ เราชอบการที่ตอนที่เราเตรียมอาหารให้กับเด็กๆ เด็กๆจะมาช่วยเราทำ หรือไม่บางทีก็มานั่งรอ แบบไม่ได้มีใครเล่นโทรศัพท์อะไร เพราะว่า เราคุยกับแล้วว่า ตอนกินข้าว เราจะเป็น no-screen time กินให้เสร็จก่อน แล้วอยากจะไปเล่นก็ไปเล่น
ทำให้ช่วงเวลาตอนนี้ เป็นช่วงเวลาที่เค้าจะคุยกับเราเยอะหน่อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งที่ไปทำอะไรมาในวันนั้น หรือไม่ก็ชวนคุยเรื่องเกม หรือเรื่องการทำอาหาร ว่าจะเตรียมอาหารกันยังไงดี ใครจะทำอะไร



ก็จะวุ่นวายนิดหน่อย เพราะว่า น้องคนเล็ก ก็อาจจะยังตัวเล็กอยู่ เมื่อเทียบกับขนาดโต๊ะเก้าอี้
แต่ก็สนุกดี ที่ได้คุยกันระหว่างเตรียมอาหาร
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เราชอบที่สุดในห้องครัวของเราคือ เครื่องล้างจาน เพราะมันช่วยซื้อเวลาให้เราได้ มันทำให้เราไม่ต้องโฟกัสกับการเก็บกวาด แค่ pre wash นิดหน่อย แล้วก็เอาไปเสียบในเครื่องล้างจานเลย ดีมากๆเลย
ก็ไม่ได้เป็นห้องครัวหรือห้องทานอาหารที่ perfect อะไรหรอก แต่สิ่งที่เราชอบมันดันกลายเป็น การออกแบบพฤติกรรม ให้มี human connection กันมากกว่า มานั่งเล่นมือถือดูจอกัน แค่นั้นแหละ theme มันก็มีอยู่แค่นี้
เป็นพื้นที่รวมความสุขแบบองค์รวม ไม่ใช่ความสุขแบบปัจเจก จะเรียกแบบนี้ก็ได้มั้ง ถ้าแบบปัจเจก ก็อาจจะเป็นห้องนั่งเล่น หรือห้องของเล่น ที่แต่ละคนแยกๆกันไปเล่นเกม หรือไปทำอะไรที่อยากทำด้วยตัวเอง ไม่ได้ต้องการ human connection